🧑🏻⚕️ “หมอคะ/ครับ ทำไมราคาโปรแกรมยกกระชับแต่ละที่ถึงต่างกันมาก?” หรือ “ราคานี้ถือว่าสูงไปไหมสำหรับการทำเพียงครั้งเดียว?”
นี่คือคำถามแรกๆ ที่หมอมักได้รับเสมอค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรตั้งคำถามอย่างยิ่ง เพราะก่อนที่เราจะลงทุนดูแลบุคลิกภาพของตัวเอง เราควรเข้าใจถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นจริงๆ วันนี้หมอจึงอยากมาชวนพูดคุยถึงสิ่งที่เรียกว่า “ต้นทุนแฝงที่ลูกค้ามองไม่เห็น” และการเปรียบเทียบระหว่าง “ราคาที่จ่ายครั้งแรก” (Initial Price) กับ “ต้นทุนตลอดอายุผลลัพธ์” (Lifetime Cost) ค่ะ
📌 ทำไมราคาโปรแกรมยกกระชับถึง “ไม่ตายตัว”?
โปรแกรมยกกระชับไม่มี “ราคาเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน” ค่ะ เพราะใบหน้าแต่ละท่านมีโครงสร้างและความหย่อนคล้อยที่ต่างกัน ราคาจึงถูกออกแบบตามปริมาณงานและเทคโนโลยีที่ใช้จริง เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูดีขึ้น และเป็นธรรมชาติที่สุด
- ช่วงราคาโดยประมาณ: โปรแกรมมาตรฐานระดับสูงมักเริ่มต้นที่ 3x,xxx ไปจนถึงหลักแสน
- คำอธิบาย: สาเหตุที่ราคามีช่วงกว้าง เพราะขึ้นอยู่กับจำนวน Lines ที่ถูกยิงในตำแหน่งและความลึกที่ถูกต้อง (เช่น 800-1,200 Lines) และความซับซ้อนของปัญหาเฉพาะบุคคลค่ะ
🔬 ปัจจัยที่กำหนดราคา: ความหย่อนคล้อยเกิด “3 ชั้นผิว” การแก้จึงต้องทำให้ถึง
ความหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดแค่ผิวชั้นนอกค่ะ แต่เกิดพร้อมกันถึง 3 ชั้นผิว: ชั้นผิวบน, ชั้นไขมัน และชั้นพังผืด (SMAS) ที่ Relise Clinic เราจึงมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความแม่นยำให้คุณเลือกถึง 2 รูปแบบค่ะ:
- เครื่อง Ulthera Prime : เครื่องยกกระชับอันดับ 1 ของโลกจากอเมริกา มีงานวิจัยรองรับมากที่สุด และมีระบบสแกนชั้นผิวในตัว ทำให้แม่นยำสูงสุด แต่ด้วยความเป็นแบรนด์ระดับโลก ราคาจึงค่อนข้างสูง (เริ่มต้นที่ 1xx,xxx.- สำหรับ 830 Lines ที่เห็นผลชัดเจน)
- เครื่อง Ultraformer III Full Face : เครื่องมาตรฐานจากประเทศเกาหลีที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ซึ่งที่ Relise Clinic เราใช้รุ่น Full ที่มีหัวครบลงลึกทุกชั้นผิว พร้อมเสริมเทคโนโลยี Facial Ultrasound เพื่อสแกนชั้นผิว ทำให้หมอมองเห็นชั้น SMAS ได้แม่นยำไม่ต่างจากการใช้เครื่องฝั่งอเมริกา แต่มาในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่ามากค่ะ (เริ่มต้นที่ 3x,xxx.- สำหรับ 830 Lines)
“หากคุณไม่ได้ยึดติดที่แบรนด์ประเทศผู้ผลิต แต่เน้นที่ ‘ความแม่นยำ’ และ ‘ผลลัพธ์’ หมอแนะนำว่าเครื่องเกาหลีที่ใช้ควบคู่กับเครื่องสแกนผิว คือทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดค่ะ”
📊 เจาะลึก Lifetime Cost: จ่ายครั้งเดียวจบ vs จ่ายเบี้ยหัวแตก
หากเรามองผลลัพธ์ในระยะยาว 1 ปี จะเห็นความต่างชัดเจน:
- เน้นราคาถูก (Initial Price ต่ำ): ราคา 9,xxx.- แต่อยู่ได้ 2-3 เดือน เพราะทำไม่ครบชั้นผิวหรือพลังงานไม่แม่นยำ คุณอาจต้องทำซ้ำ 4 ครั้งต่อปี รวมแล้วจ่ายเกือบ 4x,xxx.- โดยยังไม่รวมความเสี่ยงผิวสะสม
- เน้นคุณภาพ (Lifetime Cost คุ้มค่า): โปรแกรมอย่าง Triple VectorLift ซึ่งที่คลินิกมีเครื่องให้เลือกทั้ง 2 มาตรฐานตามความต้องการและงบประมาณของคุณค่ะ (เริ่มต้นที่ 3x,xxx.- ไปจนถึงหลักแสน) แต่ไม่ว่าจะเลือกเครื่องไหน เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่อยู่ได้นาน 6 เดือน – 1 ปี และหารเฉลี่ยแล้ว ต้นทุนการดูแลบุคลิกภาพจะเริ่มต้นอยู่ที่ วันละ 100 กว่าบาท เท่านั้น ซึ่งคุ้มค่ากว่ามากในระยะยาวค่ะ
🔍 ต้นทุนที่ลูกค้า “มองไม่เห็น” คือประกันความมั่นใจ
ส่วนต่างของราคาที่คุณลงทุน ถูกเปลี่ยนเป็นความคุ้มค่าที่สัมผัสได้จากผลลัพธ์:
- ความแม่นยำ (Precision): สแกน Ultrasound เพื่อลดการ “เดาสุ่ม” พลังงานลงลึกถึง SMAS จริงๆ
- ความปลอดภัย: เครื่องมาตรฐานสูง พลังงานเสถียร ไม่เสี่ยงผิวไหม้หรือพังผืด
- After-Sales Care: นัดติดตามผล (Follow-up) หลังทำ 3 เดือน เพื่อประเมินผลลัพธ์อย่างใกล้ชิด
🤝 การรับประกันผลลัพธ์ (Relise Results Guarantee)
เพราะหมอมั่นใจในกระบวนการและความแม่นยำ เราจึงกล้ารับความเสี่ยงแทนคนไข้ค่ะ: หากหลังการรักษาแล้วไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง หมอยินดีทำเพิ่มให้ฟรี 1 ครั้ง ตามจำนวน Lines ที่คุณซื้อไป เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทของคุณ จะเปลี่ยนเป็นความดูดีที่คุณพอใจที่สุดจริงๆ ค่ะ
✨ บทสรุป: มองราคาด้วยมุมมองระยะยาว
สุดท้ายแล้ว หมออยากให้คุณเลือกจาก “ความคุ้มค่าที่ยั่งยืน” การรักษาอย่างถูกต้องและแม่นยำตั้งแต่วันแรก คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเป็นใบหน้าที่ดูดีและอ่อนเยาว์ไปอีกนานหลายปีค่ะ
